หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฏหมายแพ่งและกฏหมายอาญา



 กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายเอกชนว่าด้วยเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ ระหว่างเอกชนต่อเอกชน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย กฎหมายแพ่งของไทยบัญญัติในรูปของประมวลกฎหมายรวมกับกฎหมายพาณิชย์ รวมเรียกว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะที่สำคัญมี ๒ เรื่อง คือ นิติกรรมสัญญาและละเมิด ซึ่งจะได้ทำความเข้าใจในรายละเอียดกันต่อไป
นิติกรรมและสัญญา ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ
นิติกรรม คือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ซึ่งสามารถแยกประเภทของนิติกรรมออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
      นิติกรรมฝ่ายเดียว คือ นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายเดียวและมีผลตาม
กฎหมาย เช่นคำมั่นโฆษณาจะให้รางวัล การรับสภาพหนี้ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ คำมั่นจะซื้อหรือจะขายการทำพินัยกรรม การบอกกล่าวบังคับจำนอง
     นิติกรรมสองฝ่าย คือนิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เป็นคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันเกิดเป็นนิติกรรมสองฝ่าย ซึ่งเรียกว่า “สัญญา”
ความสามารถของบุคคลในการทำนิติกรรมสัญญา มีหลักว่า “บุคคลย่อมมีความสามารถในการทำสัญญา ยกเว้นบุคคลบางประเภท”
ผู้หย่อนความสามารถในการทำสัญญา ประกอบด้วยบุคคล ๖ ประเภท คือ
     ๑. ผู้เยาว์ คือ บุคคลที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เว้นแต่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยการสมรส มีหลักว่า “ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆียะคือถูกบอกล้างภายหลังได้” มีข้อยกเว้นที่ผู้เยาว์สามารถทำนิติกรรมสัญญาได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมก่อน คือ
    • นิติกรรมสัญญาที่ได้มาซึ่งสิทธิโดยสิ้นเชิงหรือเพื่อให้หลุดพ้นหน้าที่
    • การที่ต้องทำเองเฉพาะตัว
    • กิจกรรมที่สมแก่ฐานานุรูปและจำเป็นแก่การเลี้ยงชีพ
     ๒. คนวิกลจริต คือ คนที่สมองพิการหรือจิตใจไม่ปกติ
     ๓. คนไร้ความสามารถที่ศาลมีคำสั่งแล้ว คือคนวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ทำนิติกรรมสัญญาให้
     ๔. คนเสมือนไร้ความสามารถที่ศาลมีคำสั่งแล้ว คือ คนที่กายพิการหรือจิตฟั่นเฟือน,
ไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นในทำนองเดียวกันที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องให้ผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมก่อนจึงทำนิติกรรมสัญญาได้
     ๕. ลูกหนี้ที่ศาลคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โดยหลักแล้วลูกหนี้จะกระทำนิติกรรมสัญญาไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้จะกระทำนิติกรรมสัญญาได้เมื่อกระทำการตามคำสั่งหรือไดัรับความเห็นชอบ ของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้
     ๖. สามีภรรยาตามกฎหมาย โดยหลักแล้วสามีภรรยาต่างมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินทั้งในส่วนที่เป็นสินส่วนตัวและสินสมรสได้ แต่มีข้อยกเว้นที่ ต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.๑๔๗๖ รวม ๘ ประการ กล่าวคือ
  - ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่จำนองได้
   - ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
   - ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน ๓ ปี
   - ให้กู้ยืมเงิน
   - ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
   - ประนีประนอมยอมความ
   - มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
   - นำทรัพย์ไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
สามีหรือภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปได้เมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ ตาม มาตรา ๑๔๖๕ และ ๑๔๖๖ การจัดการทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสต้องดำเนินการตาม มาตรา ๑๔๗๖
ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือด้วย ถ้าการกระทำที่สามีภรรยาจะกระทำนั้นกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือ
การจัดการสินสมรสที่ต้องทำร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.๑๔๗๖ รวม ๘ ประการ นั้นหากทำไปเพียงฝ่ายเดียว คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องศาลขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
นิติกรรมสัญญา ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมสัญญาที่ฝ่าฝืนต้องตกเป็นโมฆะ คือเสียเปล่าเหมือนไม่มีนิติกรรมสัญญานั้นเกิดขึ้นเลย เช่น ทำสัญญาขยายอายุความเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
ที่ว่านิติกรรมสัญญาต้องไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น ต้องเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมสัญญานั้นจึงตกเป็นโมฆะ เช่นการตกลงให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ที่ขาดจากการบังคับจำนองตาม มาตรา ๗๓๓ ด้วยนั้นยังใช้บังคับได้ เพราะมิใช่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
นิติกรรมสัญญาต้องทำตามแบบ ซึ่งมีกำหนดไว้ทั้งที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ที่ต้องทำเป็นหนังสือ และที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มี ๖ ประเภท คือ
   - การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   - การแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   - การให้อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   - การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   - การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า ๓ ปี หรือตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า
   - สัญญาจำนอง
นิติกรรมสัญญา ที่ไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เว้นแต่การเช่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี
นิติกรรมสัญญาต้องทำเป็นหนังสือและที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มี ๗ ประการ คือ
   - การทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖ หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต้อมีการวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน จึงฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
   - การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้
   - สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำตกเป็นโมฆะ
   - การกู้ยืมเงินเกินกว่า ๕๐ บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้ การใช้เงินคืนก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสารการกู้ยืมเงินถูกเวนคืน หรือแทงเพิกถอนในเอกสารการกู้
   - การค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้
   - การใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย เช่น ตัวแทนไปซื้อขายที่ดิน ส่วนการใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อการนั้น ก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น ตัวแทนไปกู้ยืมเงิน
   - สัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้
ละเมิด
ละเมิด คือ การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดๆ ผู้นั้นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด
โดยสรุปแล้วการทำละเมิดประกอบด้วย การกระทำ ๓ ประการ คือ
การกระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย หมายถึงการกระทำและละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องกระทำ
กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จงใจ คือ กระทำโดยรู้สำนึกและรู้ว่าจะทำให้เขาเสียหาย ส่วนประมาทเลินเล่อ คือ การกระทำที่ขาดความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นและหมายความรวมถึงการไม่ป้องกันผลที่จะเกิดขึ้นโดยประมาทแม้ตนเองมิได้กระทำให้เกิดผลนั้นด้วย เช่น ขันรถยนต์ไปในถนนที่จราจรคับคั่งด้วยความเร็วไม่ให้สัญญาณแตร เทศบาลขยายถนนแล้วไม่ถมให้เรียบ ไม่มีสัญญาณไฟในเวลากลางคืนจนมีผู้ขับรถชนบ่อที่ทำไว้
มีบางกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดในผลโดยไม่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ คือ ผู้ครอบครองหรือควบคุม ดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะ เว้นแต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง
กระทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยหลักแล้วผู้ที่ทำละเมิดต้องเป็นผู้รับผิดในผลละเมิด แต่ถ้ามีการร่วมกันทำละเมิด หรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริม หรือเป็นผู้ช่วยเหลือในการกระทำละเมิด บุคคลเหล่านั้นต้องร่วมกันรับผิดด้วย
ผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องร่วมรับผิดร่วมกับผู้ทำละเมิดแม้มิได้ร่วมกันทำละเมิด หรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริม หรือเป็นผู้ช่วยเหลือในการกระทำละเมิด มี ๕ ประการ คือ
    • นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำลงไปในทางการที่จ้าง
    • ตัวการต้องร่วมกันรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งละเมิด ซึ่งตัวแทนได้กระทำลงไปในขอบอำนาจแห่งฐานะตัวแทน
    • บิดามารดาของผู้เยาว์ หรือผู้อนุบาลของผู้วิกลจริต ต้องร่วมกันรับผิดในผลละเมิดที่ผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริตกระทำ เว้นแต่ พิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว
    • ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นที่รับดูแลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์หรือชั่วคราว จะต้องร่วมรับผิดกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ที่ทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
    • เจ้าของสัตว์ หรือบุคคลที่รับเลี้ยง รับรักษาไว้แทนเจ้าของ ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายอันเกิดจากสัตว์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษา ตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์ หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ประกอบด้วย การคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ และการใช้ค่าเสียหาย เช่น การลักทรัพย์ที่เป็นรถยนต์ การคืนทรัพย์ คือ การคืนรถที่ลักไป ส่วนค่าเสียหาย คือ การเรียกค่าเสียหายเป็นรายวันจากการที่ไม่ได้ใช้รถ
กรณีที่กฎหมายกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้โดยเฉพาะ
ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ทำให้เขาถึงตาย มี ๔ ประการ คือ
   - ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น เช่น ค่ารถบรรทุกศพ ค่าโลงศพ
   - ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย เช่น บิดามารดากับบุตร
   - ค่าขาดแรงงานที่ผู้ตายมีความมีความผูกพันตามกฎหมายต้องทำการงานให้แก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอก (ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอก)
   - ค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้(ถ้าไม่ตายทันที)

ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกาย หรืออนามัย มี ๕ ประการ
ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น
ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่เจ็บป่วย
ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถในการประกอบการงาน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น ถูกทำร้ายจนพิการ
ค่าเสียหายที่ขาดแรงงานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอก
ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ต้องถูกตัดขา หน้าเสียโฉม พิการ เสียอนามัยเพราะต้องนอนทรมาน

อายุความ
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขาดอายุความเมื่อพ้น ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น ๑๐ ปี
นับแต่วันทำละเมิด
แต่หากเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาด้วย และอายุความทางอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ



กฎหมายอาญา คือ กฎหมายที่ว่าด้วยความผิดและโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิด ตัวบทที่สำคัญๆ ของกฎหมายอาญาก็คือ ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติอื่นๆที่กำหนดโทษทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินั้น เช่น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติการพนัน เป็นต้น
                ทุกสังคมย่อมมีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับความประพฤติของสมาชิกในสังคมนั้นๆ บุคคลใดมีการกระทำที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือคนส่วนใหญ่ จัดเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้นกฎหมายอาญาจึงเป็นกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันสังคม เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยการกำหนดว่า การกระทำใดเป็นความผิดอาญาและได้กำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืน กระทำความผิดนั้นๆ

1. ความผิดทางอาญา                ความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ   เมื่อบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญา จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำความผิด กฎหมายมิได้ถือว่าการกระทำความผิดทุกอย่างร้ายแรงเท่าเทียมกัน การลงโทษผู้กระทำความผิดจึงขึ้นอยู่กับการกระทำ และสังคมมีความรู้สึกต่อการกระทำนั้นๆ ว่า อะไรเป็นปัญหาสำคัญมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะแบ่งการกระทำความผิดอาญาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
                1.1 ความผิดต่อแผ่นดิน หมายถึง ความผิดในทางอาญา ซึ่งนอกจากเรื่องนั้นจะมีผลต่อตัวผู้รับผลร้ายแล้ว ยังมีผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมอีกด้วย และรัฐจำเป็นต้องป้องกันสังคมเอาไว้ด้วยการยื่นมือเข้ามาเป็นผู้เสียหายเอง ดังนั้นแม้ผู้รับผลร้ายจากการกระทำโดยตรงจะไม่ติดใจเอาความ แต่ก็ยังต้องเข้าไปดำเนินคดีฟ้องร้องเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
                1.2 ความผิดอันยอมความกันได้ หมายถึง ความผิดในทางอาญาซึ่งไม่ได้มีผลร้ายกระทบต่อสังคมโดยตรง หากตัวผู้รับผลร้ายไม่ติดใจเอาความแล้ว รัฐก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ และถึงแม้จะดำเนินคดีไปแล้ว เมื่อตัวผู้เสียหายพอใจยุติคดีเพียงใดก็ย่อมทำได้ด้วยการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความ เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ เป็นต้น
2. ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา                2.1 เป็นกฎหมายที่กำหนดเป็นความผิดชัดแจ้ง ในขณะกระทำความผิดต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วอย่างชัดแจ้งว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด เจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมายจะสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมาใช้บังคับแก่ประชาชนคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้ เช่น กฎหมายบัญญัติว่า “การลักทรัพย์เป็นความผิด” ดังนั้น ผู้ใดลักทรัพย์ก็ย่อมมีความผิดเช่นเดียวกัน
                2.2 เป็นกฎหมายที่ไม่มีผลย้อนหลัง เป็นโทษไม่ได้แต่เป็นคุณได้ ถ้าหากในขณะที่มีการกระทำสิ่งใดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด แม้ต่อมาภายหลังจะมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำอย่างเดียวกันนั้นเป็นความผิด ก็จะนำกฎหมายใหม่ใช้กับผู้กระทำผิดคนแรกไม่ได้

3. โทษทางอาญา                1) ประหารชีวิต คือ นำตัวไปยิงด้วยปืนให้ตาย
                2) จำคุก คือ นำตัวไปขังไว้ที่เรือนจำ
                3) กักขัง คือนำตัวไปขังไว้ ณ ที่อื่น ที่ไม่ใช่เรือนจำ เช่น นำไปขังไว้ที่สถานีตำรวจ
                4) ปรับ คือ นำค่าปรับซึ่งเป็นเงินไปชำระให้แก่เจ้าพนักงาน
                5) ริบทรัพย์สิน คือ ริบเอาทรัพย์สินนั้นเป็นของหลวง เช่น ปืนเถื่อน ให้ริบ ฯลฯ

4. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาและได้รับโทษทางอาญาเมื่อใด                บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อ                4.1 กระทำโดยเจตนา คือ การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
               4.2 กระทำโดยไม่เจตนา แต่ต้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยแจ้งชัดให้รับผิดแม้กระทำโดยไม่เจตนากระทำโดยไม่เจตนา คือ ผู้กระทำไม่ได้ประสงค์ต่อผล หรือไม่อาจเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ เช่น เราผลักเพื่อนเพียงจะหยอกล้อเท่านั้น แต่บังเอิญเพื่อนล้มลงไป ศีรษะฟาดขอบถนนถึงแก่ความตาย เป็นต้น
                4.3 กระทำโดยประมาท แต่ต้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาทการกระทำโดยประมาท คือ การกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านี้ได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
บุคคลจะต้องได้รับโทษทางอาญาต่อเมื่อ
                1. การกระทำอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า “ไม่มีความผิดโดยปราศจากกฎหมาย”
                2. กฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นต้องกำหนดโทษไว้ด้วย เป็นไปตามหลักที่ว่า “ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” การลงโทษต้องเป็นโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น กฎหมายกำหนดโทษปรับศาลจะลงโทษจำคุกไม่ได้ แม้ศาลจะลงโทษปรับศาลก็ลงโทษปรับเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้
5. เหตุที่กฎหมายไม่ลงโทษ                โดยหลักทั่วไปแล้วบุคคลใดกระทำความผิดต้องรับโทษ แต่มีบางกรณีที่กฎหมายไม่ลงโทษ   เหตุที่กฎหมายไม่ลงโทษนั้น เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ลงโทษผู้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด หมายความว่า ผู้กระทำยังมีความผิดอยู่แต่กฎหมายยกเว้นโทษให้ ต่างกับกรณียกเว้นความผิด ซึ่งผู้กระทำไม่มีความผิดเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามทั้งเหตุยกเว้นและหยุดยกเว้นความผิดต่างก็มีผลทำให้ผู้กระทำรับโทษเหมือนๆกัน
                เหตุยกเว้นโทษทางอาญา  
                การกระทำความผิดอาญาที่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษถ้ามีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย เช่น
                    1. การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
                    2. การกระทำความผิดเพราะความบกพร่องทางจิต
                    3. การกระทำความผิดเพราะความมึนเมา
                    4. การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน
                    5. สามีภริยากระทำความผิดต่อกันในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐาน
                    6. เด็กอายุไม่เกิน 14 ปีกระทำความผิด
6. เด็กและเยาวชนกระทำความผิด                เด็กอาจกระทำความผิดได้เช่นเดียวผู้ใหญ่ แต่การกระทำความผิดของเด็กอาจได้รับโทษต่างจากการกระทำของผู้ใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเป็นผู้อ่อนเยาว์ ปราศจากความรู้สึกรับผิดชอบหรือขาดความรู้สึกสำนึกเท่าผู้ใหญ่ การลงโทษเด็กจำต้องคำนึงถึงอายุของเด็ก   ผู้กระทำความผิดด้วย   กฎหมายได้แบ่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนออกเป็น 4 ช่วงอายุ คือ
                1) เด็กอายุไม่เกิน 7 ปี
                2) เด็กอายุกว่า 7 ปี แต่ยังไม่เกิน 14 ปี
                3) เยาวชนอายุเกินกว่า 14 ปีแต่ไม่เกิน 17 ปี
                4) เยาวชนอายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี
            สำหรับเด็กในช่วงอายุไม่เกิน 7 ปี และเด็กอายุกว่า 7 ปีแต่ไม่เกิน 14 ปีเท่านั้น  ที่กฎหมายยกเว้นโทษให้ ส่วนผู้ที่อายุเกินกว่า 14 ปีแต่ไม่เกิน 17 ปี และผู้ที่มีอายุกว่า 17 ปี  แต่ไม่เกิน 20 ปี หากกระทำความผิดกฎหมายก็จะไม่ยกเว้นโทษให้ เพียงแต่ให้รับลดหย่อนโทษให้
                    6.1 เด็กอายุไม่เกิน 7 ปีการกระทำความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษเลย ทั้งนี้เพราะกฎหมายถือว่าเด็กในวัยนี้ยังไม่สามารถรู้ผิดชอบได้ ฉะนั้นจะมีการจับกุมฟ้องร้อยเกในทางอาญามิได้
                    6.2 เด็กอายุกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปีกระทำความผิด เด็กนั้นก็ไม่ต้องรับโทษเช่นกัน แต่กฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้วิธีการสำหรับเด็ก เช่น
                            1) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป
                           2) เรียกบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือนด้วยก็ได้
                           3) มอบตัวเด็กให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้าย
                          4) มอบเด็กให้แก่บุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ เมื่อเขายอมรับข้อกำหนดที่จะระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้าย
                           5) กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ
                          6) มอบตัวเด็กให้กับบุคคลหรือองค์การที่ศาลเห็นสมควร เพื่อดูและอบรมและสั่งสอนเด็กในเมื่อบุคคลหรือองค์การนั้นยินยอม
                          7) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียนหรือสถานฝึกอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรม
                    6.3 เยาวชนอายุเกิน 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปีกระทำความผิด ผู้ที่อายุกว่า 14 ปีแต่ไม่เกิน 17 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ให้ศาลพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้นั้นในอันควรวินิจฉัยว่าสมควรพิพากษาลงโทษผู้นั้นหรือไม่ศาลอาจใช้วิธีการตามข้อ 6.2 หรือลงโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยลดมาตราส่วนโทษที่จะใช้กับเยาวชนนั้นลงกึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการลงโทษเยาวชนผู้กระทำความผิด
                    6.4 เยาวชนอายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปีกระทำความผิด ผู้ที่อายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี กระทำอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลง 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งก็ได้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่อายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี กฎหมายไม่ถือว่าเป็นเด็ก   แต่กฎหมายก็ยอมรับว่า บุคคลในวัยนี้ยังมีความคิดอ่านไม่เท่าผู้ใหญ่จริง จึงไม่ควรลงโทษเท่าผู้ใหญ่กระทำความผิด โดยให้ดุลพินิจแก่ศาลที่จะพิจารณาว่า สมควรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้หรือไม่ ถ้าศาลพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับผู้กระทำความผิด เช่น ความคิดอ่าน การศึกษาอบรม ตลอดจนพฤติการณ์ในการกระทำความผิด เช่น กระทำความผิดเพราะถูกผู้ใหญ่เกลี้ยกล่อม หากศาลเห็นสมควรลดหย่อนผ่อนโทษให้ก็มีอำนาจลดมาตราส่วนโทษได้ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งการลดมาตราส่วนโทษ คือ การลดอัตราโทษขั้นสูงและโทษขั้นต่ำลง 1 ใน 3  หรือกึ่งหนึ่งแล้ว จึงลงโทษระหว่างนั้น แต่ถ้ามีอัตราโทษขั้นสูงอย่างเดียวก็ลดเฉพาะอัตราโทษขั้นสูงนั้น แล้วจึงลงโทษจากอัตราที่ลดแล้วนั้น